[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by NIKHOMKHAMSOI HOSPITAL @ 2017
โรงพยาบาลนิคมคำสร้อย //
นโยบาย การจัดการความรู้ สถิติและข้อมูลสาธารณสุข สภาวิชาชีพ
เมนูหลัก
บริการสำหรับประชาชน


ระบบงานภายใน
ระบบงานภายนอก

โปรแกรมบันทึกข้อมูลเบิกอุปกรณ์คนพิการและการให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพ
ระบบสมาชิก
Username :
Password :
[ สมัครสมาชิก ] | [ ลืมรหัสผ่าน ]
สมาชิกทั้งหมด 24 คน
สมาชิกที่กำลังออนไลน์ 1 คน

[tomm]
poll

   คุณคิดว่าเวปนี้เป็นอย่างไร


  1. ดีมาก
  2. ดี
  3. ปานกลาง
  4. แย่
  5. แย่มาก


พยากรณ์อากาศ
 
อัตราแลกเปลี่ยน
สถิติประชากร

 
  

  หมวดหมู่ : บทความทางวิชาการ
เรื่อง : วันเอดส์โลก 1 ธันวาคม : ตรวจเร็ว รักษาเร็ว ยุติเอดส์
โดย : vutt
เข้าชม : 383
ศุกร์์ ที่ 9 เดือน ธันวาคม พ.ศ.2559 ปักหมุดและแบ่งปัน
     

โรคเอดส์ (AIDS) คือโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ซึ่งย่อมาจากคำว่า Human immunodeficiency virus จัดเป็นไวรัสในกลุ่มรีโทรไวรัส (Retro virus) โดยถือว่าเมื่อโรคเข้าสู่ระยะที่สามของการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีจะเรียกว่าเป็นโรคเอดส์โดยสมบูรณ์แล้ว

โรคเอดส์เป็นโรคที่เกิดต่อเนื่องมาจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ซึ่งระยะที่ 1 ของการติดเชื้อจะมีอาการเพียงเล็กน้อย ต่อมาระยะที่ 2 ซึ่งเรียกว่าระยะเรื้อรัง ซึ่งระยะที่ 2 นี้จะใช้เวลาประมาณ 7 - 10 ปีก่อนที่จะเข้าสู่ระยะที่ 3
โดยทั่วไป ถือว่าเมื่อการติดเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ระยะที่ 3 ซึ่งร่างกายจะมีอาการที่เกิดจากเชื้อเอชไอวีเอง จากโรคติดเชื้อฉวยโอกาส (Opportunistic infection) และ/หรือจากโรคมะ เร็ง จะเรียกว่าเป็นโรคเอดส์
เหตุผลที่ทำให้เกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสและโรคมะเร็งมากขึ้นในโรคเอดส์นั้นเป็นเพราะไวรัสเอชไอวี ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเอดส์นั้น ทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันต้าน ทานโรคของร่างกายต่ำลง เนื่องจากเชื้อไวรัสจะเข้าไปอยู่ในเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด ที-ลิมโฟซัยท์ที่มีซีดี 4 เป็นบวก (CD 4 positive T cell) และจะทำลายเซลล์ชนิดนี้ไปเรื่อยๆ เซลล์ชนิดนี้มีบทบาทสำคัญมากในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกาย ดังนั้น ร่างกายจะเสียความสามารถในการป้องกันโรคติดเชื้อต่างๆอย่างรุนแรง ผลที่ตามมาคือ เกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสชนิดต่างๆซึ่งไม่ค่อยเป็นในคนปกติ เช่น เชื้อราในปอด และ/หรือในสมอง เป็นต้น
นอกจากนั้น ยังทำให้เกิดโรคมะเร็งในผู้ป่วยมากขึ้น เพราะระบบภูมิคุ้มกันต้านทานได้สูญ เสียความสามารถในการเฝ้าระวังและการกำจัดเซลล์มะเร็งที่เกิดขึ้นในร่างกาย เช่น โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) และโรคมะเร็งของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ที่เรียกว่า คาโปซิซาร์โคมา (Kaposi’s sarcoma)
อีกอย่างหนึ่งที่จะเกิดตามมาคือ อาการผิดปกติของสมอง เกิดจากการที่เชื้อไวรัสนี้เข้าไปอยู่ในเซลล์สมองชนิดที่เรียกว่าไมโครเกลีย (Microglia) ซึ่งเซลล์ชนิดนี้จะถูกไวรัสซึ่งเข้าไปอยู่ในนิวเคลียสของเซลล์ บังคับให้สร้างสารพิษชนิดต่างๆออกมาทำลายเซลล์สมองชนิดอื่นๆได้ การทำงานของสมองที่ผิดปกติไป จะสะท้อนออกมาเป็นอาการผิดปกติต่างๆ เช่น ซึม ชัก เอะอะโวยวาย ความจำเสื่อม เป็นต้น (อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ความผิดปกติทางระบบประสาทเหตุเอชไอวี)

โรคเอดส์ พบครั้งแรกในปีพุทธศักราช 2524 ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยผู้ป่วยเป็นชายรักร่วมเพศที่เสียชีวิตด้วยโรคปอดบวมจากเชื้อนิวโมซิสติสคารินิไอ (Pneumo cystiscari nii) ผู้ที่สามารถแยกเชื้อไวรัสเอชไอวีได้เป็นคนแรก คือ ศาสตราจารย์โรเบิร์ต กาลโล (Robert Gallo) จากประเทศสหรัฐอเมริกาและศาสตราจารย์ลุค มอนทาเนียร์ (Luc Montagnier) จากประเทศฝรั่งเศส

ส่วนในประเทศไทยนั้น ผู้ป่วยคนแรกเป็นชายอายุ 28 ปีเดินทางไปศึกษาที่ประ เทศสหรัฐอเมริกาและมีพฤติกรรมรักร่วมเพศ เริ่มมีอาการในปีพุทธศักราช 2526 รักษาตัวขั้นแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยอาการปอดบวมจากเชื้อนิวโมซิสติสคารินิไอ และกลับมาเสียชีวิตที่ประเทศไทย ปัจจุบันเชื้อไวรัสเอชไอวีในประเทศไทยมีอย่างน้อย 2 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ B ซึ่งแพร่ระบาดในกลุ่มเกย์และผู้ที่ติดยาเสพติด อีกสายพันธุ์ได้แก่สายพันธุ์ E หรือ A/E ซึ่งแพร่ระบาดจากการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงทั่วไป ในปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีในประเทศไทยหลายแสนคน ส่วนใหญ่ได้รับเชื้อไวรัสจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย

AIDS โรคเอดส์ที่เกิดจากการติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน 
ได้รับเชื้อโดยตรงจากเลือด, โดยเฉพาะการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน 
การติดเชื้อจากการถ่ายเลือด, โดยเป็นไปได้จากอุบัติเหตุการจัดการด้านการดูแลรักษาสุขภาพ หรือ ผลิตผลของเลือดที่มีเชื้อ, แม้ว่าจะเป็นการยากอย่างยิ่งที่จะเกิดขึ้นในสหรัฐ 
จากแม่ สู่ ลูก (ก่อน หรือ ระหว่างการเกิด, หรือ เกิดจากการให้นมแม่)
การร่วมเพศ (ช่องคลอด และ ทวารหนัก)
ในอวัยวะสืบพันธ์ และ ช่องทวารหนัก, HIV จะทำให้เยื่อบุเมือกติดเชื้อโดยตรง หรือ ส่งผ่านบาดแผลและความบอบช้ำที่เกิดจากการร่วมเพศ (มีบ่อยที่เกิดจากการไม่ได้สังเกต) การร่วมเพศทางทวารหนักและช่องคลอดเป็นการปฏิบัติที่มีความเสี่ยงสูง
การมีเพศสัมพันธ์ โดยใช้ปาก (ปาก – อวัยวะเพศชาย, ปาก – ช่องคลอด)
ปาก มิได้เป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะแก่การอยู่อาศัยของ HIV (ใน น้ำอสุจิ, ของเหลวในช่องคลอด หรือ เลือด), หมายความว่า ความเสี่ยงจากการแพร่เชื้อผ่าน คอ, ฟัน, เยื่อบุผิวในปาก นั้น ต่ำกว่า การแพร่เชื้อผ่าน ช่องคลอด และ เยื่อบุผิวทวารหนัก กระนั้นก็ตาม ได้มีข้อมูลเป็นเอกสารระบุว่ามีการติดเชื้อ HIV โดยแพร่ทางปาก, ดังนั้น เราจึงไม่สามารถพูดได้ว่า การได้รับเชื้อ HIV จากน้ำอสุจิ, ของเหลวในช่องคลอด หรือ เลือด โดยผ่านทางปากจะไม่มีความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม, การมีเพศสัมพันธ์ โดยใช้ปากก็ถูกพิจารณาว่าเป็นการปฏิบัติที่มีความเสี่ยงต่ำ
การใช้เข็มร่วมกัน
เข็มฉีดยาสามารถส่งผ่านเลือดจากกระแสเลือดบุคคลหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งโดยตรง ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีประสิทธิภาพมากในการถ่ายทอดเลือดที่มีเชื้อไวรัส การใช้เข็มฉีดยาร่วมกันจึงถูกพิจารณาว่าเป็นการปฏิบัติที่มีความเสี่ยงสูง
แม่สู่ลูก
การแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูกนับว่าเกิดขึ้นยากในสหรัฐอเมริกา และ ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ทั้งนี้เพราะว่ามารดาที่ตั้งครรภ์ผู้ซึ่งมีเชื้อ HIV จะได้รับยาต้านเพื่อป้องกันทารกในครรภ์จากการติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีโอกาสที่มารดาผู้ติดเชื้อHIV จะส่งผ่านเชื้อไวรัสโดยตรงก่อน หรือ ระหว่างการให้กำเนิดทารก หรือโดยการให้นมบุตร น้ำนมมารดาที่มีเชื้อไวรัส HIV จำนวนเล็กน้อยของน้ำนมมารดาไม่เป็นต้นเหตุที่มีสาระสำคัญที่จะทำให้ผู้ใหญ่ติดเชื้อ แต่มีความหมายอย่างยิ่งในการแพร่เชื้อสู่ทารก

การป้องกันตัวเองไม่ให้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีมีหลายวิธี ได้แก่
1.เมื่อมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่ใช่สามีหรือภรรยาของตัวเอง ต้องใช้ถุงยางอนามัยเสมอ ฝ่ายชายจะมีเพศสัมพันธ์กับใครต้องใช้ถุงยางอนามัยให้เป็นนิสัยโดยไม่มีข้อยกเว้น ฝ่ายหญิงจะมีเพศสัมพันธ์กับชายใดต้องให้ฝ่ายชายใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งโดยไม่มีข้อยกเว้น ถ้าฝ่ายชายไม่ยอมใช้ต้องปฏิเสธการมีเพศสัมพันธ์โดยเด็ดขาด รวมทั้งการมีเพศสัมพันธ์ทางปากและทางทวารหนักด้วยก็ต้องใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเช่นกัน
2.ฝ่ายชายไม่ควรใช้ปากกับอวัยวะเพศหญิงที่ไม่ใช่ภรรยา เพราะอาจมีเชื้อไวรัสในน้ำเมือกจากช่องคลอดของฝ่ายหญิง ซึ่งถ้าเข้าปากฝ่ายชายแล้วอาจทำให้ฝ่ายชายติดเชื้อได้ เคยมีรายงานการติดเชื้อโดยวิธีนี้แล้ว ถึงแม้จะไม่มากเท่าการติดเชื้อจากน้ำอสุจิของฝ่ายชายก็ตาม
3.หลีกเลี่ยงการจูบปากกับคนที่ไม่รู้จัก หรือไม่ทราบว่าเป็นพาหะนำเชื้อหรือไม่ ถึงแม้ว่าในน้ำลายจะมีโอกาสน้อยที่จะมีเชื้อไวรัสเอชไอวี แต่ก็ไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าบังเอิญมีแผลภายในช่องปากก็อาจเป็นทางเข้าของเชื้อไวรัสได้
4.อย่าใช้การฉีดยาเสพติดชนิดเข้าเส้น อย่าใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกับคนอื่น
5.หลีกเลี่ยงการสักตามผิวหนัง การเจาะส่วนต่างๆของร่างกาย เพราะบางแห่งอาจรักษาความสะอาดของเครื่องมือไม่ดีพอ
6.บุคคลากรทางการแพทย์ ถ้าเกิดอุบัติเหตุเข็มตำ ต้องรีบแจ้งหน่วยที่ดูแลทางการติดเชื้อเพื่อรับยาต้านไวรัสอย่างทันท่วงที วิธีนี้สามารถป้องกันการติดเชื้อได้มาก
ปัจจุบันวัคซีนป้องกันโรคเอดส์ยังอยู่ในระยะของการศึกษาวิจัย ยังไม่มีการผลิตออกมาใช้ในวงกว้าง ในระยะใกล้ๆนี้จึงไม่สามารถใช้วัคซีนในการป้องกันได้
ต้องเตือนตนเองไว้เสมอว่า เราไม่สามารถรู้ว่าใครติดเชื้อไวรัสเอชไอวีจากการดูลักษณะภายนอก คนที่ดูภายนอกสวยงามหรือหล่อเหลาสะอาดสะอ้านเพียงใดก็ไม่สามารถไว้ใจได้ว่า เขาหรือเธอจะไม่ใช่พาหะนำโรคมาสู่เรา ต้องป้องกันไว้เสมอ
ก่อนแต่งงานกับใคร ต้องตรวจเลือดของผู้ที่จะมาแต่งงานกับเราก่อนเสมอทั้งหญิงและชายว่า มีเชื้อโรคอะไรหรือเป็นพาหะของโรคใด ทั้งนี้ไม่เฉพาะโรคเอดส์แต่รวมถึง โรคซิฟิลิส และโรคไวรัสตับอักเสบด้วย

----------------------------------------------
ที่มา : http://www.thaiaidssociety.org และ  http://haamor.com/





Not Rated stars เฉลี่ย : Not Rated จาก 0 ครั้ง.

บทความทางวิชาการ5 อันดับล่าสุด

      วันเอดส์โลก 1 ธันวาคม : ตรวจเร็ว รักษาเร็ว ยุติเอดส์ 9/ธ.ค./2559
      รู้จักโรคเบาหวาน 26/พ.ค./2559
      โรคติดเชื้อไข้ซิก้า 5/ก.พ./2559
      ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น สิ่งจำเป็นยามเดินทาง 28/ธ.ค./2558
      ุ6 โรคที่มาพร้อมกับฤดูหนาว 28/ธ.ค./2558


โรงพยาบาลนิคมคำสร้อย 52 ม.11 บ้านสุขสำราญ ต.นิคมคำสร้อย อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร 49130 โทร. 042681324-5
webmaster:Yanthip นวก.สาธารณสุข ,Khiattisak นวก.คอมพิวเตอร์
Search Engine Bot Dectect
Google ( 66.249.77.16 ) Today Time 20.17